ปีศาจคะนอง

“ลุงเพ็ญ” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากคลองบางกอกน้อย สมัยหนุ่มผมอยู่ที่คลองบางกอกน้อย…คลองที่กลายเป็นเพลงชื่อดังนั่นแหละครับ พวกเราชอบจับกลุ่มกันร้องเพลงฮิตนี่บ่อยๆ โดยเฉพาะตอนที่ฟังแล้วตลกดี แหม! พวกวัยรุ่นตะเบ็งเสียงกันคอโป่งไปเลย

“ว่าแต่ผีแม่บัวลอยนี่ไปเกิดหรือยังวะ?”

วันนั้น เจ้ากลมตั้งปัญหาขึ้นในร้านแป๊ะซ้งริมคลอง เป็นร้านชำประจำหมู่บ้าน รวมทั้งน้ำชากาแฟ เหล้าเบียร์มีหมด กับแกล้มง่ายๆ ก็คือ แหนมพวง ถั่วลิสงคั่ว ถั่วปากอ้าที่ใส่ถุงเป็นแผงแขวนไว้ข้างเสา…เสียงตอบดังแซดไปหมด บ้างก็ว่าไปเกิดแล้ว บ้างก็ว่ายังสิงสู่อยู่ในคลองนี่แหละจนผมต้องตัดบทว่า…เพลงเขาแต่งนะโว้ย ไม่ใช่เรื่องจริง!

แต่เรื่องจริงที่ทำให้พวกเขามาอุดหนุนร้านนี้บ่อยๆ ก็คือม่วยกิมลั้ง ลูกสาวคนเดียวของแป๊ะซ้งน่ะซีครับ อายุอานามราว 17-18 รุ่นน้องพวกเรา แต่ขาวสวยน่าดู รูปร่างก็ไม่ใหญ่โตอะไรนัก แต่อกอวบพุ่ง เอวกิ่ว สะโพกผาย ผมยาวประบ่า หน้าตาเซ็กซี่อย่าบอกใคร

ตอนนั้นพวกสาวๆ ชาวสวนชาวคลองยังนิยมนุ่งผ้าถุง สวมเสื้อคอกระเช้าตัวเดียว เวลายกของมาเสิร์ฟเรามักจะก้มต่ำนิดหน่อย พวกทโมนไพรก็จ้องมองร่องอกขาวๆ ของน้องม่วย จนตาลุกตาชันไปตามๆ กัน แต่เธอทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนจะท้าทายว่า…อยากมองก็เชิญมองให้พอ!

โธ่! อย่าว่าแต่หนุ่มคะนองอย่างพวกเราเลยครับ ขนาดรุ่นน้ารุ่นลุงอย่างตาล้วนกับตาย่อมที่พายเรือมาเทียบท่าซื้อของ ร้องสั่งเหล้าหรือกาแฟ…ตอนที่ม่วยสาวเอาของไปส่งต้องก้มตัวลงไปน่ะ เนินอกขาวผ่องกับก้อนเนื้ออวบๆ แทบจะพลัดออกมาทั้งพวง…ถือว่าเป็นภาพสวยงาม น่าประทับใจอย่างยิ่งมาจนทุกวันนี้ก็แล้วกัน

บางวันเราพายเรือเล่นตอนเย็นๆ ดูสาวๆ จากตีนท่าลงบันไดมาอาบน้ำ นุ่งผ้ากระโจมอกผืนเดียว เดี๋ยวๆ ก็ขยับปมผ้านุ่งเหมือนฟ้าแลบแปล่บๆ บางคนก็ขึ้นบันไดไปยกขาเลิกผ้านุ่งขึ้นมาฟอกสบู่ บางทีก็ล้วงเข้าไปฟอกถึงไหนๆ เล่นเอาจ้องมองกันนัยน์ตาขวักไขว่…ทำหน้าตาเหมือนอยากจะรากเลือดลงแดงไปตามๆ กัน

วันหนึ่งก็เกิดเหตุร้าย กิมลั้งลงเรือข้ามฟากไปซื้อของที่ท่าพระจันทร์ ขากลับหอบของพะรุงพะรังจะลงเรือกลับบ้าน แต่ก้าวพลาดหล่นตูมลงไปในน้ำ จังหวะที่เรือถูกคลื่นซัดมาชนโป๊ะพอดี…ร่างของม่วยสาวเลยจมหายไปท่ามกลางเสียงร้องของผู้คนที่มองเห็นเหตุการณ์

วันรุ่งขึ้น ศพของเธอก็ไปโผล่ที่ท่าเตียน!

พวกเรารู้ข่าวก็ใจหายไปตามๆ กัน เจ้าอู๋บ่นเสียดายไม่ขาดปาก เจ้ากลมหน้าตาไม่ค่อยดีขณะพึมพำ…ผีบัวลอยคงจะไปผุดไปเกิดแล้ว แต่ผีกิมลั้งน่ะซี จะอยู่ที่ท่าพระจันทร์หรือกลับบ้านก็ยังไม่รู้เลย?

จนกระทั่งงานศพผ่านพ้นไป ตกค่ำบรรยากาศในละแวกนั้นดูเยือกเย็น น่าวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก ในเรือกสวนด้านหลังก็มืดครึ้ม เสียงลมพัดยอดไม้ซู่ซ่า ฟังเหมือนเสียงใครกำลังคร่ำครวญด้วยความทุกข์โศก…ร้านชำแป๊ะซ้งเปิดบริการลูกค้าอีกครั้ง คราวนี้มีหลานสาวชื่อลูกท้อมาช่วยขายของแทนกิมลั้ง

ถึงแม้จะไม่สะสวยดูเซ็กซี่เหมือนกิมลั้ง แต่ลูกท้อก็หน้าตาดี ยิ้มแย้มแจ่มใสและช่างพูดช่างคุย เป็นกันเองกับลูกค้าทั่วๆ ไป ใครจะพูดจาแทะโลมหรือทะลึ่งตึงตังบ้างก็ไม่ถือสา ไม่ช้าร้านชำแป๊ะซ้งก็มีลูกค้าทั้งหนุ่มและแก่มาอุดหนุนกันคับคั่งตามเดิม

จนกระทั่งเกิดเหตุสยองขึ้นโดยไม่มีใครคาดฝัน!

เย็นนั้น คอเหล้านั่งกันเต็มร้าน พวกรุ่นน้ารุ่นลุงก็พายเรือมาซื้อของ กับคอยจ้องมองของสวยๆ งามๆ เพราะลูกท้อถึงจะไม่ขาวผ่องเหมือนกิมลั้ง แต่สวมเสื้อคอกระเช้าทั้งลึกและกว้างมากกว่า …บางทีไปยืนก้มตัวเท้าแขนที่โต๊ะหลังร้าน ยังทำให้ผู้ชายครางฮือไปตามๆ กัน

ใกล้ค่ำ ตาล้วนพายเรือมาร้องสั่งเหล้าขาว ลูกท้อก็คว้าเหล้าไปโน้มตัวลงส่งให้…ตาล้วนร้องเฮ้ย! เสียงดังลั่นจนคนอื่นๆ ในร้านหันไปมอง

“อย่าๆ ไม่เอาแล้วโว้ย” แกร้องตะโกน คว้าพายจ้ำอ้าวไม่คิดชีวิต ลูกท้อส่ายหน้า ก้าวขึ้นบันไดมาด้วยหน้าตางุนงง แต่พวกลูกค้าในร้านผงะหน้า ร้องเฮ้ยๆๆ เสียงดังกว่าตาล้วนด้วยซ้ำไป

นรกเป็นพยาน! ผู้ที่ก้าวเข้ามาในร้านไม่ใช่ลูกท้อ แต่เป็นกิมลั้งผู้จมน้ำตายไปเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง!

ชั่วเวลาสั้นๆ แต่ดูยาวนานเหลือหลาย ใบหน้านั้นก็กลับเป็นลูกท้อตามเดิม! เจ้าอู๋กับเจ้าล้วนขยี้ตาก่อนจะจ้องมอง ผมเองได้แต่นั่งอ้าปากค้าง…รู้สึกขนหัวลุกตั้งด้วยความกลัวสุดขีด…เสียงใครร้องว่าเมื่อตะกี้เป็นหน้ากิมลั้งนี่หว่า!

ผีสาวปรากฏตัวให้ใครๆ เห็นบ่อยครั้งจนแป๊ะซ้งต้องปิดร้าน อพยพไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่นั้นมา

ข้อมูลจาก
ใบหนาด
นสพ.ข่าวสด

ผีบันได ผีผูกคอตาย!!!

ผีบันได ผีผูกคอตาย!!!
ปุ๋ยเป็นนักศึกษามหาลัยแห่งหนึ่ง เมื่อปุ๋ยจะเข้าห้องเรียนขึ้นมาบนชั้นเรียนก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้ดังมากๆแต่ปุ๋ยก็ไม่สนใจแค่คิดว่าคนที่โดนใครทำอะไรแน่นอน เมื่อมาถึงห้องเสร็จเธอก็ได้ยินเสียงนั้นอีก”ทำไมร้องไห้ตลอดน่ะไม่เข้าห้องเรียน ชักจะรำคาญแล้ว” เมื่อถึงตอนเที่ยงปุ๋ยจึงจะลงไปทานข้าวเสียงนั้นก็หายไปแล้วแต่ก็แปลกน่ะเสียงนั้นมาจากชั้น3ในเมื่อชั้น3ปิดตายโดยไม่รู้เหตุผล สงสัยขึ้นไปร้องไห้ข้างบน เมื่อจะขึ้นเรียนปุ๋ยเห็นผู้หญิงเดินขึ้นไปชั้น3ปุ๋ยกำลังจะขึ้นไปดู”นางอลิสรา บังอาจจะโดดรียนวิชาฉันหรอ”"ป่าวค่ะอาจารย์หนูเห็นผู้หญิงขึ้นไปชั้น3″ “อย่ามาเพ้อเจ้อเลยเข้าห้องเรียน” “ครูจะทำโทษเธอด้วยการทำความสะอาดห้องและบันไดคนเดียวแล้วสั่งว่าห้ามขึ้นชั้น3เด็ดขาด” “ค่ะอาจารย์” ปุ๋ยยิ่งสงสัยหนัก เมื่อถึงตอนเย็นเธอก็ทำความสะอาดห้องพอมาถึงบันไดเธอได้ยินเสียงร้องไห้อีกแล้ว แล้วคราวนี้ไม่ได้มีเสียงร้องไห้คนเดียวปุ๋ยเห็นเลือดไหลตามทางลงมาบันได”กรี๊ดๆๆๆๆ”ปุ๋ยตาค้างทำอะไรไม่ถูกวิ่งหนีไม่ได้เพราะขาแข็ง”เป้นไรหรออลิสรา” “อาจารย์หนูเห้นเลือดไหลมาตามทางบันไดค่ะ แต่ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหนแล้ว” “งั้นหนูกลับบ้านเหอะ” “ค่ะ”
รุ่งเช้าปุ๋ยสงสัยทำไมชั้น3ปิดตายจึงขึ้นไปดูเธอได้ยินเสียงคนร้องไห้มาจากห้องมุมขวาเมื่อปุ๋ยเดินเข้าไปก็ต้องตกใจ เมื่อเธอเห้นศพผู้ชายผูกคอตายในห้อง”กรี๊ดดดดดด”พอเธอจะวิ่งหนีดันมีใครมาจับขาไว้แต่ก็ไปไหนไม่ได้แล้วได้ยินเสียงออกมาว่า”ช่วยอุทิศส่วนกุศลให้ฉันทีทรมาณเหลือเกิน”เมื่อเสียงนั้นพูดจบฉันก็เป็นลมไปเลย
เมื่อตื่นขึ้นมานี้เป็นห้องพยาบาลแน่จำกลิ่นได้”อาจารย์ค่ะหนูเห้นผีผูกคอตายที่ชั้น3ค่ะ” “จริงหรอ งั้นอาจารย์จะเล่าให้ฟัง มีผู้หญิงคนหนึ่งทำงานคนเดียวจนดึกพอเธอจะลงบันไดเธอพลัดสะดุดตกบันไดลงไปชั้น2หัวฟาดพื้นอย่างแรง” “ส่วนผีผูกคอตายละค่ะ” “ห่าเธอเห้นหรอ งั้นฟังน่ะ มีผู้ชายคนหนึ่งเป้นแฟนกับคนตายเขาเสียใจมากรักเขามากกเขาตัดสินใจไม่ถูกจึงผูกคอตายในนั้น” “อาจารย์เขาบอกกับหนูว่า ช่วยอุทิศส่วนกุศลให้ฉันทีทรมาณเหลือเกิน” “หรอจ๊ะคราวนี้แหละชั้น3จะได้เปิดตามปกติ” “งั้นอาจารย์จะไปแจ้งผ.อ.น่ะ”
รุ่งเช้าทางโณงเรียนก็ทำอุทิศส่วนกุศลไปให้จากนั้นชั้น3ก็เปิดให้เรียนตามปกติ ปุ๋ยเป้นคนดวงไม่ดีเลยเจอผีมา2ตนแล้วคุณละเคยเจอแบบนี้ไหม?

เสียงสยอง

“พลอย” เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อได้ยินเสียงประหลาดทางโทรศัพท์

มหาวิทยาลัยเปิดเทอมแล้ว ลูกชายของดิฉันเป็นนักศึกษาใหม่ เริ่มเรียนปี 1 และต้องไปเช่าหออยู่รังสิต เป็นหอใหญ่ สวยงามน่าดู ดิฉันเห็นแล้วพอใจมาก และสบายใจที่ลูกชายอยู่ที่นี่ ไม่ห่วงเลยค่ะ…แต่แล้วก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน มันแปลกและน่ากลัวเหลือเกิน

ห้าโมงเย็นวันศุกร์นั้น ดิฉันโทร.ถามลูกว่าจะกลับบ้านหรือไม่ แม่จะได้ทำอาหารที่เขาชอบไว้ให้ เขาตอบว่ายังไม่แน่ใจเพราะงานเยอะ เดี๋ยวโทร.มาใหม่แล้วกัน

ราวหกโมงเย็น ดิฉันให้ลูกสาวโทร.ไปถามอีกทีว่าตกลงจะกลับมาหรือเปล่า? โดยที่ขณะนั้นตัวเองก็ยืนอยู่ใกล้ๆ โทรศัพท์ ลูกสาวพูดเล่นพูดหัวกับพี่ชายซึ่งบอกมาว่ายังไม่กลับ ดิฉันยังพูดยั่วเย้ากระเซ้าแหย่…เราสามคนอารมณ์ดี หัวเราะกันสนุกสนานจนวางสายไป

เป็นอันว่าดิฉันไม่ต้องทำกับข้าว ส่วนลูกสาวขอเดินไปซื้อของกินที่ตลาดใกล้บ้าน ดิฉันฝากซื้อของใช้นิดหน่อย ในใจก็คิดว่าสักห้าทุ่มจะโทร.ไปกู๊ดไนต์ลูกชาย

สิบนาทีจากนั้น ลูกสาวก็เดินไปตลาด ส่วนดิฉันนั่งลงที่โต๊ะ หยิบหนังสือมาอ่าน แต่ทันใดนั้น มันมีบางอย่างมากวนใจพิกล…มีบางอย่างสั่งให้ดิฉันโทร.หาลูกชายเดี๋ยวนี้! ดิฉันงงตัวเองมากค่ะ…เราจะโทร.ไปทำไมอีกล่ะ แต่มือเอื้อมไปหยิบมือถือมากดเบอร์ลูกแทบไม่รู้ตัว!

ลูกรับสายและถามขำๆ ว่า มีอะไรอีกเหรอ? ดิฉันตอบไม่ถูก แต่บอกว่าคิดถึงน่ะไม่มีอะไรหรอก เขาก็หัวเราะ…เสียงที่พูดจากโทรศัพท์นั้นชัดเจนเป็นปกติ ไม่มีอะไรน่าห่วง…ดิฉันถามไปเรื่อยๆ ว่าแล้วพรุ่งนี้จะกลับมั้ย? ลูกว่าถ้างานเสร็จแล้วก็จะกลับ…

ทันใดนั้นเอง โทรศัพท์มีเสียงดังแกรกกรากคล้ายคลื่นแทรก เสียงลูกขาดๆ หายๆ เหมือนเขากำลังวุ่นวายทำอะไรบางอย่างขณะพูดโทรศัพท์ไปด้วย!

จากนั้นเสียงแทรกก็ดังขึ้นๆ แต่ดิฉันฟังไม่ออกว่ามันคืออะไร มันเหมือนเสียงลมอู้ๆ และชักจะเหมือนเสียงหอบหายใจมากขึ้นทุกที! จนในที่สุด ดิฉันก็แน่ใจว่ามันคือเสียงหอบหายใจฟืดฟาดๆ ดิฉันถามว่านั่นอะไร? ลูกย้อนถามว่าแม่พูดถึงอะไร?

ถึงตอนนี้ เสียงเหมือนใครบางคนกำลังเล่นกับลูก เขาคนนั้นแอบหัวเราะคิกคักเหมือนกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงลูก…ใจดิฉันหายวาบ! ลูกเอาใครเข้าห้อง? ในห้องนั้นกำลังเกิดอะไรขึ้นแน่? ดิฉันถามทันทีว่านั่นใครน่ะ? ลูกสวนขึ้นมาว่าแม่พูดอะไรน่ากลัว!

ดิฉันถามว่าลูกเอาเพื่อนมาอยู่ด้วยเรอะ? ผู้หญิงหรือผู้ชาย? เขาร้องว่า แม่! ไม่มีใครนะ…ขณะเดียวกัน เสียงประหลาดนั้นเปลี่ยนไปคล้ายคนโกรธจัดและเหนื่อยมาก…มันมีเสียงพูดแหบๆ ว่า “กูจะ…กูจะ…กูจะ…” แล้วสายก็ขาดไปเลย

ดิฉันนิ่งงงอยู่อึดใจ แล้วก็ตะโกนเรียกลูกชายคนโต ว่าตอนนี้น้องอยู่กับใคร ช่วยฟังซิ…ลูกชายคนโตใช้มือถือของเขาโทร.หาน้อง นาทีต่อมาใบหน้าก็ซีดขาว ขนลุกซู่…เขาบอกว่าชาวาบไปทั้งตัว เพราะได้ยินเสียงเหมือนลมพัดอู้ เสียงหอบแบบคนจะขาดใจ และเสียงใครบางคนพูดแทรกเสียงน้องชายว่า “กูจะ…กูจะ…กูจะ…ฆ่า…มึง! กูจะ…เอา…ไป…”

ลูกคนโตบอกให้น้องออกจากห้องนั้นเดี๋ยวนี้ น้องก็คงงง แต่เริ่มคิดว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแล้วละ! ลูกชายคนเล็กของดิฉันออกจากห้องพัก และฉับพลัน…เสียงโทรศัพท์ดังเป็นปกติ ไม่มีเสียงแทรกเลย…เขายืนยันว่าไม่ได้เปิดวิทยุหรือโทรทัศน์แน่นอน

ในตอนนั้นเอง ลูกสาวเดินกลับจากตลาดเข้าบ้านมา หน้าของเธอดูเหวอๆ และอารมณ์ไม่ค่อยดี เธอบอกว่า ขณะเดินผ่านตู้โทรศัพท์สาธารณะ มีบางอย่างสั่งให้เธอโทร.ไปหาพี่ชาย ใจเธอนึกเถียงว่าจะโทร.ไปทำไมกัน เมื่อกี้เพิ่งคุยกันหยกๆ แต่เธอก็เดินกลับมาที่ตู้โทรศัพท์ แล้วโทร.หาพี่ชาย

ใครรับรู้ไหมคะ? ผู้หญิงค่ะ! ลูกสาวบอกว่าน่ากลัวมาก เสียงผู้หญิงเหนื่อยมากและโกรธจัด ตวาดถามเสียงเขียวว่าโทร.มาทำไม? แล้วก็เงียบไปสองวินาที จากนั้นลูกชายดิฉันก็รับ “ฮัลโหล…” และพูดกับน้องสาวตามปกติ ถามว่าอะไรกันนักกันหนานะ?

เธอถามว่า “พี่เอาใครมาอยู่ด้วย…ผู้หญิงเรอะ?” ลูกชายคนเล็กซึ่งตอนนี้สับสนไปหมดแล้ว เพราะทั้งแม่ ทั้งพี่ ทั้งน้อง กระหน่ำโทร.มาหาเขาและพูดถึงสิ่งที่น่ากลัว…มันเป็นไปได้อย่างไร? เขาอยู่คนเดียวแท้ๆ เลยรีบโกยของลงเป้สะพายหลังแล้วกลับบ้านทันที

เมื่อถึงบ้าน เราทั้งหมดพูดคุยกันเรื่องนี้ทั้งคืน พูดวนเวียน เล่าซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่นั่นแล้ว เพื่อพยายามวิเคราะห์ว่ามันคืออะไร? เราไม่อยากเชื่อเรื่องผีแต่มันน่าจะเป็นอะไรได้อีกล่ะคะ!

ลูกบอกว่าคิดดูก็แปลก วันที่ไปดูหอนั้น คนที่หอไม่ยอมก้าวเข้าห้องนี้ และยังกำชับว่าไม่ให้ผู้หญิงเข้าห้องนี้เด็ดขาด! ห้องอื่นๆ ทั้งสองห้องข้างๆ และห้องตรงข้ามก็ไม่มีคนอยู่ คิดแล้วน่าขนลุก…

ขณะเขียนเล่าเรื่องนี้ เรากำลังคิดว่าจะเอายังไงต่อไปดี ลูกจะอยู่ต่อหรือจะย้ายออกจากที่นั่น….

ใบหนาด

ข้อมูลจาก�
นสพ.ข่าวสด

๏~* ซาเล้งนี่………แรง………จริงๆ *~๏‏

คำเตือน อ่านอย่างเดียวนะจ๊ะ ห้ามหัวเราะนะ  เดี๋ยวเค้ารู้ว่าอู้งานจ่ะ 555++

ชายหนุ่มคนหนึ่งขับเฟอรารี่ คันโปรด ออกไปกินก๋วยเตี๋ยว
ระหว่างทาง เห็นตาลุง รู้จักกัน กำลังเข็นซาเล้ง เลยจอดรถลงไปทัก

” อ้าว ลุ๊งงงงงง….. มาเข็น ซาเล้งอยู่ทำไมน่ะ ”
” โซ่มังขาด หล่นท่อระบายน้ำไปแหล่ว ถีบม่ายล่ายเลยต้องเข็น หง่ะ ”
” หูยยยยยย….. อย่างงี๊เมื่อไหร่จะถึง…. เอางี๊ เดี๋ยวผมช่วยลาก ซาเล้งให้แล้วกัน ”

บ๊ะ ใจดีมั่กๆเลยพ่อหนุ่ม
พอดีมีสายยางใสเส้นเท่านิ้วก้อย ยาวซักสองเมตร อยู่ในกระบะซาเล้ง
แกเลยเอามาผูก ซาเล้ง เข้ากะท้า! ย เฟอร์รารี่

” ผมจะลากไปช้าๆนะลุง ” ชายหนุ่มนัดแนะ ” ถ้าเร็วไป ลุงบีบแตรยางซาเล้ง แป๊ดๆๆ เลยนะ หรือตะโกนบอกผมก็ได้ ”
” โอเช เลย พ่อหนุ่ม ” ตาลุงตอบรับ

ว่าแล้วป๋าเราก็ขับ เฟอร์รารี่ ลาก ซาเล้ง ตะดุ่ย…. ตะดุ่ย….

พอชายหนุ่มจอดรอไฟแดงที่แยกๆหนึ่ง
ฮอนด้าซีวิค แต่งซิ่ง ติด เทอร์โบ เสียงเครื่องแรงจัด ไม่กลัวเฟืองท้ายพัง เผายางโชวแล้วเข้ามาจอดข้างๆ เฟอร์รารี่

คนขับ เบิ้ลเครื่อง บรื้นนนน…… บรื้นนนนน……..
คนนั่งข้างๆ ถือกล้อง นิก้อน ดีสาม หันมายักคิ้วให้ ชายหนุ่ม

บ๊ะ ท้าซิ่งข้ามรุ่นกันนี่หว่า ชายหนุ่มเรายอมได้ซะที่ไหน

พอไฟเขียวเท่านั้นแหละ สองคันตบเกียร์ เร่งรอบ
พุ่ง ปร๊าดดดด ๆ ๆ……. เลี้ยวขึ้น โทลเวย์ ไปเลย

บน โทลเวย์ ม! ีตำรวจคอยซุ่มดักส่อง เรด้าร์ จับความเร็ว
เห็นร ถซิ่งผ่านไป แก ว. ถึงด่านข้างหน้าเลย

” ด่าน 17 ว.๒ เปลี่ยน……..
มี เฟอร์รารี่ สีแดง อยู่เลนขวาสุด
ฮอนด้า ซีวิค สีดำอยู่เลนกลาง ขับแข่งตีคู่กันไป
เหยียบกันไม่ต่ำกว่า 280 น่ะ ดักจับด่วน ”
.

.
.

“เออ… มีตาลุง ปั่น ซาเล้ง บรรทุกของเต็มกระบะหน้า
จี้ตูด เฟอร์รารี่ มาด้วย แกตะโกนโหวกเหวก บีบแตรไล่ตลอด

สงสัยจะพยายามแซง เฟอร์รารี่ ด้วย ว่ะ “

คำเตือนและวิธีใช้(แบบ ฮาๆ)

เอามาให้อ่านดู ขำดีนะ^^
1. ข้างกล่องยาจุดกันยุงแบบขดยี่ห้อนึงเขียนไว้ว่า
“วัตถุมีพิษ ห้ามรับประทาน” ….ผ่างงงงงงง !!!
(ใครอยากฆ่าตัวตายด้วยการกินยากันยุงแบบขด ก็ตามใจมันเถอะ)

2. บนถุงขนมขบเคี้ยวยี่ห้อนึง
“คุณมีสิทธิ์ได้รับรางวัลโดยไม่จำเป็นต้องซื้อโปรดอ่านรายละเอียดในซอง”
(อ้าว..)

3. แปะอยู่บนสบู่ยี่ห้อดัง
“วิธีใช้ : เหมือนสบู่ทั่วไป”
(ขอบใจนะ)

4. บนกล่องอาหารแช่แข็ง
“โปรดอุ่นก่อนรับประทาน” …
(ถ้าคนเปิดมันโง่นักก็ให้มันแ-กเข้าไปเถอะ)

5. บนที่เป่าผมยี่ห้อนึงเขียนว่า
“ห้ามใช้ขณะหลับ” ..(จะบ้าตาย)

6. พิมพ์อยู่ด้านใต้ของกล่องเค้กที่ขายในห้างดัง
“คำเตือน : ห้ามคว่ำกล่อง” ????????

7. บนกล่องซาลาเปาในร้านสะดวกซื้อ
“คำเตือน : อาหารจะร้อนเมื่อนำเข้าไมโครเวฟ”
(มันคงเย็นหรอกน๊ะ)

8. บนกล่องเตารีด
“ห้ามใช้รีดผ้าขณะที่สวมใส่” … - -’

9. บนกล่องยาแก้หวัดเด็ก
“ห้ามขับรถ หรือคุมเครื่องจักรขณะรับประทานยานี้ … o_O!!

10. บนกล่องยานอนหลับ
“คำเตือน : อาจทำให้ง่วงเมื่อใช้ยานี้”
(ทำไมต้องบอกกกกกก…ที่กินก็เพราะกรูอยากง่วงงงงง)

11. บนกล่องไฟประดับฉลองปีใหม่
“ใช้สำหรับภายในหรือภายนอกอาคาร” (ไม่บอกไม่รู้น๊ะเนี่ย -_-’)

12. บนกล่องถั่วกระป๋องยี่ห้อดัง
“วิธีใช้ : เปิดกระป๋องแล้วรับประทานถั่ว” (ขอบคุณที่บอก (_ _’))

13. บนชุดซุปเปอร์แมนของเด็ก
“คำเตือน : คนสวมใส่เสื้อผ้านี้ไม่สามารถทำให้บินได้”
(เพิ่งรู้นะเนี่ย -”-!!)

 

หมาขี้เรื้อน(forward mail)

ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน
เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว
ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน
พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย
เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน

แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด
และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ
วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย
ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่  ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า
ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา

ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป
ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้
โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี
ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น
ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด
มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู
นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่าท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา
ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง
วันๆไม่เห็นท่านทอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ
ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคน
จัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา
เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย
รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว
ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก
อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้นพระใหม่เสนอให้
หลวงพ่อเจ้าอาวาส
มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น
และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง
ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า

เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อย
ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน
อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง
ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ ใกล้ๆ

เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน
คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น ไป มาทั้งวัน
เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้
อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ
หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน
สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี

คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า
เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่
แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตร
สวดมนต์เย็นแล้ว

ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น
ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย
นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู
ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก

อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อน
ขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา”โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโ
มทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย
แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า
หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ
 
 ถ้าเรายังเป็น  โรค อยู่ในใจ   ไม่  พอใจอะไรซักอย่าง เงินเดือนน้อย หน้าที่การงานไม่พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน ไม่ว่าเราย้ายงาน    ไปที่ไหน เราก็ไม่พอใจ สถานที่เหล่านั้นไม่ดี คนไม่ได้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า เราพัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้หรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับหมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย  

***********************************************************
ขอบุญจากธรรมทานนี้จงถึงแก่นายเวรและผู้ปกปักรักษาดูแลช่วยเหลือข้าพเจ้าและครอบครัว
ที่มาถึงตัวทุกภพภูมิ
ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบัน
หากไม่ถึงเพียงใดให้ขอให้คำว่าไม่มี ไม่รู้ในสิ่งที่ดี
จงอย่าได้ปรากฏแก่ข้าพเจ้า
ขอให้เกิดในภพภูมิ เขต ประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคง
และได้ศึกษาพระธรรม
ได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ ลึกซึ้ง ตลอดจนกว่าจะเข้าพระนิพพานด้วยเทอญ.

 

 

เรื่องเล่าลือ … ที่เดอะมอลล์

เรื่องเล่าลือ ที่เดอะมอลล์

เป็นที่ลือกันทั่วไปในหมู่ของคนขับรถแท็กซี่ว่าบริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ( งามวงศ์วาน) ตอนกลางดึก (หลังห้างปิด) แล้วเนี่ยผีดุเป็นบ้า ลือกันเป็นตุเป็นตะว่า เคยมีแท็กซี่หลายคันถูกผู้หญิงผมยาวเรียกจากหน้าห้างฯ ให้ไปส่งที่วัดสมรโกฏิ ถนนรัตนาธิเบศร์ พอคนขับแท็กซี่ขับไปถึงหน้าวัดปรากฏว่าผู้โดยสารผู้หญิงผมยาวคนนั้นก็หายตัวไป เป็นที่เลื่องลือกันว่าผีที่หน้าห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วานนี้ คือหญิงสาวที่เคยใช้ที่จอดรถของห้างฯ เป็นที่ฆ่าตัวตาย จนปัจจุบันนี้ห้างฯได้ทำลวดตาข่ายมาอ๊อกปิดไว้หมดทุกด้านเพื่อป้องกันไม่ให้มีใครมาใช้เป็นสุสานอีก แต่ก็ยังไม่วายมีข่าวมาเรื่อย ๆ ว่ามีคนกระโดดตึกตายที่นี่เป็นประจำ

เรื่องข่าวลือนี้นายกล้าโชเฟอร์แท็กซี่ (มือใหม่) ที่เพิ่งมาหางานทำในกรุงเทพฯ ก็ได้ยินมาเหมือนกัน แต่ความที่แกเป็นคนกล้าสมชื่อ แกจึงไม่เชื่อแล้วแกยังคงวนเวียนรับ-ส่งผู้โดยสารแถวงามวงศ์วานและใกล้เคียงเป็นประจำ เพราะรายได้ดีเนื่องจากแถวนี้ตอนดึก ๆ ไม่ค่อยมีแท็กซี่กล้าขับผ่านมา

เรื่องของเรื่องคือมีอยู่วันหนึ่งดึกมากแล้ว นายกล้าขับรถผ่านหน้าห้างเดอะมอลล์ฯ ก็ปรากฏว่ามีผู้หญิงสาวสวยไว้ผมยาวสยาย ยืนโบกรถอยู่หน้าห้างฯ

ฉับพลันที่เห็น นายกล้าก็นึกไปถึงเรื่องที่เพื่อน ๆ ชาวแท็กซี่โจษขานถึงเรื่องผีดุกันขึ้นมาทันที แต่ความที่แกเป็นคนกล้าประกอบกับผู้หญิงคนนั้นก็ดูว่าเป็นคนชัด แกจึงจอดรถเข้าไปรับ

พอหญิงสาวเปิดประตูรถ กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกก็ปะทะจมูกของนายกล้าทันที

โชเฟอร์ ไปแถววัดธาตุทองนะ จะไปมั้ย ?” หญิงสาวถาม

ไปครับผม นายกล้าตอบ

ในใจคิดว่าไม่ใช่วัดสมรโกฏิแบบที่ลือกันนี่หว่า

หญิงสาวก้าวขึ้นนั่งที่เบาะหลังพร้อมกับบอกนายกล้าว่า ไปทางด่วนนะ

นายกล้ากดมิเตอร์แล้วออกรถขับตรงไปขึ้นทางด่วนงามวงศ์วาน

กลางดึกเช่นนั้นทางด่วนเงียบสนิท นาน ๆ ถึงจะมีรถขับมาสักคัน กลิ่นน้ำหอมของหญิงสาวยังเตะจมูกอยู่ บรรยากาศเงียบเชียบชวนอึดอัด

ถึงนายกล้าจะกล้าเพียงไรก็ตามแต่แกก็อดชำเลืองมองกระจกส่องหลังไม่ได้ เมื่อเห็นหญิงสาวนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา แกก็เลยชวนคุยเพื่อทำลายบรรยากาศอันอึดอัดนี้

 ” รอรถนานมั้ยครับ นายกล้าถาม

หญิงสาว นานสิ แท็กซี่หายไปไหนหมดไม่รู้ หญิงสาวพูดเรื่อย ๆ

ก็มีข่าวลือเรื่อง เอ้อ …. เรื่องผีแถวนี้ดุสิครับเลยไม่ค่อยมีแท็กซี่คันไหนกล้าวิ่งแถวนี้ นายกล้าตัดสินใจพูดหยั่งเชิงเพื่อดูท่าทีหญิงสาว

หญิงสาวหันขวับมามองนายกล้าทันที มิน่าล่ะ เมื่อกี้ฉันเรียกตั้งหลายคันไม่มีใครจอดเลย แล้วนายไม่กลัวเหรอ ?” หญิงสาวถาม

นายกล้ากลืนน้ำลาย เอ้อ ไม่กลัวครับ

ก็ดี หญิงสาวพูดพร้อมกับหันไปมองที่หน้าต่าง

นายกล้าขับรถต่อไปเรื่อย ๆ บรรยากาศกลับเงียบสงัดอีกครั้งเงียบจนนายกล้าได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองเพียงคนเดียว!

นายกล้าแหงนขึ้นไปมองกระจกส่องหลังเมื่อนึกขึ้นได้ ทันใดนั้น!

หัวใจของแกแทบจะหยุดเต้น เมื่อเห็นภาพในกระจก เบาะหลังว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของผู้หญิงผมยาวที่นั่งคุยมาด้วยกัน เมื่อกี้นี้เลย!

“ship หายแล้ว ku เนี่ยเขาว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ โดนดีเข้าแล้วมั้ยล่ะ” นายกล้าคิดขณะที่กลิ่นน้ำหอมฉุนของผู้หญิงสาวยังคงคลุ้งอยู่ในรถ

มือที่กำพวงมาลัยสั่นสะท้าน เหงื่อแตกพลั่กทั้งที่แอร์ในรถเย็นเฉียบ ขาของนายกล้าที่เหยียบคันเร่งชาจนแทบจะไม่รู้สึกแล้ว บทสวดมนต์กี่บท ๆ ที่นึกได้ นายกล้าท่องจนหมด กลิ่นน้ำหอมก็ไม่หายไปไหน ยังลอยอบอวลคลุ้งอยู่ในรถ แถมบางครั้งยังแรงขึ้นด้วยซ้ำไป

มนต์บทแล้วบทเล่าที่นายกล้าท่อง ไม่ได้ทำให้กลิ่นน้ำหอมจางลงเลย นายกล้าแหงนขึ้นมองกระจกอีกครั้ง เบาะหลังก็ยังว่างเปล่าอยู่ มีแต่กลิ่นน้ำหอมเท่านั้นที่บอกให้รู้ว่า เธอ ยังไม่ไปไหน

นายกล้าเหยียบคันเร่งอย่างไม่คิดชีวิต ในใจก็อาราธนาพระดัง ๆ ทั่วเมืองไทยให้มาอยู่เป็นเพื่อนเขา

ใจอยากบึ่งไปให้ถึงวัดธาตุทองเร็ว ๆ เผื่อว่ากลิ่นน้ำหอมจะหายไปเพราะ เธอ คงต้องการไปลงที่นั่นจริง ๆ

โอ๊ย มาไกลเหลือเกินนะแม่คุณ” นายกล้าคิดในใจ ขณะที่ยังคงเหยียบคันเร่งมิด

นายกล้ามารู้สึกตัวอีกทีเมื่อรถมาติดไฟแดงตรงเชิงทางด่วน นายกล้าสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่ 3 ครั้ง ก่อนกลั้นใจแหงนหน้าขึ้นไปมองกระจกส่องหลัง

และแล้วนายกล้าก็แทบจะหัวใจหยุดเต้นอีกครั้ง มือเท้าเย็นวาบ แทบจะหมดแรง ขนลุกซู่ทั้งตัวเหมือนใครเอาน้ำแข็งมาโปะต้นคอ

ภาพที่ทำให้นายกล้าแทบช็อกก็คือ หญิงสาวคนเดิมมาปรากฏตัวที่เบาะหลังอีกครั้ง แต่คราวนี้หน้าตาเธอเปลี่ยนไป!

ใบหน้าของเธอมีเลือดไหลออกทางจมูกและปาก นายกล้าตัดสินใจรวบรวมความกล้าอีกครั้ง เป็นไงเป็นกันวะ ไหน ๆ ก็ไหนๆ แล้ว จะถามให้รู้เรื่องกันไปว่า เธอ ต้องการอะไรกันแน่

พอคิดได้ดังนั้นนายกล้าก็หันกลับไปเผชิญหน้ากับ เธอ ผู้นั้น ก่อนที่จะถามเป็นคำถามแรกว่า

คุณเป็นอะไรตาย ?”

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

ตายพ่อตายแม่มึงสิ เสียงหญิงสาวคนนั้นตอบดังลั่นรถ

ไอ้ห่า! กูก้มลงไปแต่งหน้าหน่อยเดียว มึงทั้งเบรค ทั้งเหยียบซะหน้าตากูแหกหมด แล้วยังเสือกมาถามอีกว่าเป็นอะไรตาย


……………………………………

เรื่องสยองที่ abac

 ประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว มีอาจารย์ท่านหนึ่งเสียชีวิต (หัวใจวายเฉียบพัน)
อยู่ที่ห้องพักอาจารย์ชั้นหก ตึก C กว่านักการจะมาพบก็ปาเข้าไปเกือบ
สามทุ่มถึงได้ทําการเคลื่อนย้ายศพออก

ตอนนั้น Computer Center อยู่ตึก C ชั้น 10 ถ้าไปถามพวกรุ่นพี่รหัส 34
ลงไปก็น่าจะจําได้

หลังจากนั้นไม่นานเรื่องก็ได้เกิดกับนักศึกษา BBA COM คนหนึ่ง น้องคนนี้ทํา
Assignment
ที่ห้องคอมอยู่จนกว่าจะเสร็จก็ประมาณสามทุ่ม
น้องเขาเดินออกมาลงลิฟคนเดียวจากชั้นสิบ พอลิฟลงมาถึงชั้นหก ลิฟก็เปิด
ปรากฏว่า มีผู้ชายคนหนึ่งยืนพิงกําแพงอยู่หน้าลิฟ ก้มหน้ามองพื้น
น้องเขาก็กดลิฟคอยแล้วถามว่า จะลงไหม?

แต่ไม่มีเสียงตอบจากชายคนนั้น น้องเขาก็รอนิดหน่อย
ชายคนั้นก็ไม่มีกริยาใดๆ ก็เลยกดลิฟปิดไป

พอลิฟลงมาชั้นห้า ลิฟก็เปิดออกอีก ปรากฎว่าเจอ ผู้ชายคนเดิม
ยืนอยู่ในถ้าเดิม ก้มหน้า น้องเขาก็เอะใจ ก็ถามอีกว่าจะลงไหม ก็ไม่ตอบอีก
น้องคนนี้ก็เริ่มใจไม่ดี จึงไม่พูดอะไร แล้วกดลิฟปิด

พอลิฟลงมาชั้นสี่ ปรากฎว่าลิฟก็เปิดอีก สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ผู้ชายคนเดิม ยืนอยู่ท่าเดิม แต่คราวนี้ เงยหน้ามาทางน้องที่อยู่ในลิฟ
แล้วบอกว่า ช่วยด้วย!!!!

ตั้งแต่วันนั้นน้องคนที่อยู่ในลิฟก็ไม่ได้กลับมาเรียนอีกเลยเพราะทางบ้านต้องนํา
ตัวไปบําบัดอาการจิตหลอนทางประสาท

อันนี้เป็นเรื่องเล่าของรุ่นก่อนๆครับ ลองไปถามรุ่นพี่ๆรหัส 31, 32, 33 ดู

แต่ผมยืนยันได้ว่ามีอาจารย์เสียชีวิตจริงที่ห้องพ้กอาจารย์ที่ตึกนั้น
ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้นมาทางเอแบคก็ทําพิธีทั้งพุทธและคริสต์
ตึกนั้นก็จึงเริ่มสงบอีกครั้ง จนมาเกิดเรื่องที่ตึก Q นี่แหล่ะ ก็เลยนึกเรื่องนี้ได้

ก็เรื่องที่มีเด็กโดดตึกตายเมื่อปีก่อนนั่นแหละ
ที่เกิดเหตุน่ะรู้สึกจะเป็นตึกคิวชั้นสิบกว่าๆอ่ะนะ
คนแรกเค้าว่าเ